Teachings

ผู้มีปัญญา 

ผู้มีปัญญารู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ สูงและต่ำ ดีชั่ว ผิดชอบ เมื่อเราตั้งอยู่ในความเป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องมีใจโอบอ้อมอารีต่อผู้น้อย ต้องมีใจอย่างนั้น เราเป็นผู้น้อยก็ต้องตั้งอยู่ในความเคารพยำเกรงผู้ใหญ่ อย่าถือเอาแต่ตัวของตัวไม่ได้ ต้องเคารพคาราวะซึ่งกันและกัน ผู้น้อยผู้ใหญ่เป็นลำดับลงไป เคารพซึ่งกันและกันตามหน้าที่ ตามพรรษา อายุ ตามคุณธรรมนั้นๆ นั่นเรียกว่ามีปัญญา

เห็นด้วยตาธรรมกาย

เห็นไม่มีที่สิ้นสุด รู้ไม่มีที่สิ้นสุด เห็น จำ คิด รู้ เท่ากันเห็นไปแค่ไหน รู้ไปแค่นั้น จำไปแค่ไหนรู้ไปแค่นั้น คิดไปแค่ไหนรู้ไปแค่นั้น เท่ากัน ไม่ยิ่งไม่หย่อนกว่ากัน นี่อย่างนี้เรียกว่าวิปัสสนา เห็นอย่างนี้เห็นด้วยตาธรรมกาย แปลว่าเห็นแจ้งเห็นวิเศษถ้าไม่ถึง ไม่รู้รสชาติของนิพพานทีเดียว ถ้ามีธรรมกายแล้ว ยินดีนิพพานได้ นิพพานเป็นที่สงัด เป็นที่สงบ เป็นที่เงียบ เป็นที่หยุดทุกสิ่ง ถึงนิพพานแล้ว สิ่งที่ดีจริงอยู่ที่นิพพานทั้งนั้น.ที่มา,หน้า ๓๑๖  (กัณฑ์ที่ ๒๔ ติลักขณาทิคาถา ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗)

แก่นของพระพุทธศาสนา

เราก็เกิดมาประสพพบพระพุทธศาสนา พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ นี่แก่นศาสนา มีตัวจริงศาสนา อยู่ในตัวของเรา เป็นลำดับของกายเข้าไป อย่าไปทางอื่นนะ ต้องไปทางหยุดอย่างเดียว หยุดให้ถูกส่วน หยุดให้เข้ากลาง หยุดให้ถูกเป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนา ทำตามที่พระองค์รับสั่งไว้ในปฐมเทศนา ให้แน่นอนอย่างนี้ จะได้เข้าถึงตัวจริงเช่นนี้ เดินตามมัชฌิมาปฏิปทา ไปทาง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ไปเป็นลำดับนั้นจึงเข้าถึง ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นตถาคตเจ้าแท้ๆ.ที่มา,หน้า ๗๕๖ บรรทัดที่ /๒๐/  (กัณฑ์ที่๕๗ สังคหวัตถุ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗)

ดวงบุญช่วย

เมื่อสละไทยธรรมเสร็จ ขาดลงไป มอบให้แก่พระภิกษุ พระภิกษุรับ เป็นสิทธิใช้ได้บริโภคได้ ให้เด็กให้เล็ก ให้ใครก็ได้ เป็นสิทธิ์ของผู้รับ ขาดจากสิทธิ์ของผู้ให้ขณะใด ขณะนั้นแหละ ปุญฺญาภิสนฺทา บุญไหลมาจากสายธาตุสายธรรม  ของตัวเองโดยอัตโนมัติ เข้าสู่อัตโนมัติ คือดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์เท่าฟองไข่แดงของไก่ ในกลางกายมนุษย์นี้ กลางดวงนั่นแหละ เป็นที่ตั้งของบุญ บุญไหลมาติดอยู่กลางดวงนั้นเมื่อต้องภัยได้ทุกข์อะไร จรดอยู่ดวงบุญนั้น ให้ดวงบุญนั้นช่วย อย่าไปนึกถึงสิ่งอื่นนะ นึกถึงบุญกุศลที่ตนกระทำนั้นแหละ เป็นที่พึ่งของตัวจริง ช่วยตัวได้จริงๆ. BBที่มา: มรดกธรรม เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๒๑๔ – ๒๑๕ (กัณฑ์ที่ ๖ สังคหวัตถุ  (๒๐ กันยายน ๒๔๙๖)

ศีลเป็นทางมาแห่งทรัพย์

“ เสียทรัพย์เสียไป ศีลอย่าให้เสีย ต้องรักษาไว้ ศีลเป็นสิ่งที่สร้างทรัพย์เจ้าทรัพย์…ถ้าว่ามีศีลละก็… ได้ชื่อว่าเป็น คนดี คนบริสุทธิ์แล้ว เป็นเจ้าทรัพย์
ทรัพย์ดึงดูดในโลกให้มาหา… ไม่ต้องเดือดร้อนอะไร ให้บริสุทธิ์จริงๆนะ อย่าบริสุทธิ์จอมปลอม ไม่ได้นะ…”

พระของขวัญ

เอาใจจรดเข้าที่พระของขวัญนั้น ขออาราธนา พระองค์ได้ทรงโปรดข้าพระพุทธเจ้าเป็นพ่อค้า หญิงก็หม่อมฉันเป็นแม่ค้าการค้าของข้าพระพุทธเจ้า ขอให้กว้างขวางเต็มประเทศไทยล้นประเทศไทย ขอให้ซื้อง่ายขายคล่องกำไรงาม ดังไปถึงพระนิพพานก่อนจะค้าขายภาวนาอย่างนี้ทุกคราวไป ขายของ ขายง่าย ขายดายขายสะดวกเหมือนเทน้ำเทท่า..(ที่มา โอวาทเนื่องด้วย พระของขวัญ น.๘๘๑ บ.๓)

ธรรมะประจำตัว

คิดถึงแต่สมบัติบ้าๆ เข้าใจแต่สิ่งหยาบๆ เที่ยวคว้าเรื่อยเปื่อยทีเดียว วุ่นวายไปตามกัน เพราะเหตุว่าไม่มีธรรม ๔ อย่างนี้ อยู่ในตัว ถ้ามีธรรม ๔ อย่างนี้ประจำอยู่ในตัวแล้ว ไม่วุ่นวาย ไม่คลาดเคลื่อน แต่อย่างหนึ่ง อย่างใด ยิ้มกริ่มทีเดียว เพราะไปเจอบ่อทรัพย์ใหญ่เข้าแล้ว  มีธรรม ๔ ประการอยู่ในตัว คือ เป็นคนเชื่อในพระตถาคตเจ้า, มีศีลอันดีงาม, เลื่อมใสในพระสงฆ์ , ความเห็นของตัวให้ตรงไว้ เห็นธรรมนั่นเอง นี่แหละนักปราชญ์ทั้งหลายเชิดชู กล่าวว่าบุคคลนั้น ไม่ใช่เป็นคนจน  ถ้าเราไม่อยากเป็นคนจน อยากเป็นคนมั่งมีแล้ว ต้องมีธรรม 4 ประการนี้ อย่าให้เคลื่อนที่มา,หน้า ๒๙๐ บ.๒๗ (กัณฑ์ที่ ๒๑…

การบริจาคทาน

การบริจาคทาน ถ้าถูกทักขิไณยบุคคล ก็เป็นผลยิ่งใหญ่ไพศาล ถ้าไม่ถูกทักขิไณยบุคคลแล้ว ผลนั้นก็ทรามต่ำลง ก็ผลนั้นรุนแรงสูงขึ้น มีกำลังกล้าขึ้นทักขิไณยบุคคลนั่นแหละ เป็นบุคคลซึ่งควรทาน ทานสมบัติเป็นเครื่องเจริญผลพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เมื่อมีพระชนม์อยู่ ก็มีการให้อย่างนี้ จึงเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ ถ้าปราศจากการให้อย่างนี้แล้ว เจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่ได้ เมื่อให้ความเจริญแก่พระพุทธศาสนาแล้ว ความเจริญก็หันเข้าสู่ตัวไม่ต้องไปสงสัย ได้ชื่อว่าให้ความเจริญแก่ตัวนั่นเองทีหลัง.ที่มา: มรดกธรรม เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๒๐๖, ๒๑๓ (กัณฑ์ที่ ๖ สังคหวัตถุ  (๒๐ กันยายน ๒๔๙๖)

ทุกข์ทางร่างกาย

ทุกข์น่ะมีจริงๆนะ หมดทั้งร่างกายนี้ทุกข์ทั้งก้อน หรือใครว่าสุข ลองเอาสุขมาดู ก็จะไปหยิบเอาทุกข์ให้ดูทั้งนั้น ตลอดจนกระทั้งชาติ เกิดก็เป็นทุกข์ ชาติปิ ทุกฺขา ความเกิดเป็นทุกข์ เมื่อเกิดแล้วก็มีแก่ มีเจ็บ มีแปรไปตามหน้าที่ ก็ออกจากทุกข์นั่น ทั้งนั้น ไม่ใช่ออกจากสุข ต้นนั่นเป็นทุกข์ทั้งนั้น เกิดนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ล่ะ ต้องกำหนดรู้มันไว้.ที่มา,หน้า ๓๒๕ บ.24  (กัณฑ์ที่ ๒๔ ติลักขณาทิคาถา ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗)