Teachings

ความเกิดนั่นแหละเป็นทุกข์

เมื่อใดเห็นตามความจริงว่า ความเกิดนั่นแหละเป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นสุข เมื่อรู้ว่าความเกิดนั่นเป็นทุกข์แล้วเมื่อใด เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในทุกข์ เมื่อเหนื่อยหน่ายในทุกข์ เบื่อในทุกข์แล้ว ไม่อยากได้ในเบญจขันธ์เหล่านั้น ปล่อยเบญจขันธ์เหล่านั้น นั่นแหละได้ชื่อว่าเป็นหนทางหมดจดพิเศษที่มา,หน้า ๑๓๗ บรรทัดที่  ๖  (กัณฑ์ที่ ๙  เบญจขันธ์ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๖)

ทุกข์ทางร่างกาย

ทุกข์น่ะมีจริงๆนะ หมดทั้งร่างกายนี้ทุกข์ทั้งก้อน หรือใครว่าสุข ลองเอาสุขมาดู ก็จะไปหยิบเอาทุกข์ให้ดูทั้งนั้น ตลอดจนกระทั้งชาติ เกิดก็เป็นทุกข์ ชาติปิ ทุกฺขา ความเกิดเป็นทุกข์ เมื่อเกิดแล้วก็มีแก่ มีเจ็บ มีแปรไปตามหน้าที่ ก็ออกจากทุกข์นั่น ทั้งนั้น ไม่ใช่ออกจากสุข ต้นนั่นเป็นทุกข์ทั้งนั้น เกิดนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ล่ะ ต้องกำหนดรู้มันไว้.ที่มา,หน้า ๓๒๕ บ.24  (กัณฑ์ที่ ๒๔ ติลักขณาทิคาถา ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗)

เห็นด้วยตาธรรมกาย

เห็นไม่มีที่สิ้นสุด รู้ไม่มีที่สิ้นสุด เห็น จำ คิด รู้ เท่ากันเห็นไปแค่ไหน รู้ไปแค่นั้น จำไปแค่ไหนรู้ไปแค่นั้น คิดไปแค่ไหนรู้ไปแค่นั้น เท่ากัน ไม่ยิ่งไม่หย่อนกว่ากัน นี่อย่างนี้เรียกว่าวิปัสสนา เห็นอย่างนี้เห็นด้วยตาธรรมกาย แปลว่าเห็นแจ้งเห็นวิเศษถ้าไม่ถึง ไม่รู้รสชาติของนิพพานทีเดียว ถ้ามีธรรมกายแล้ว ยินดีนิพพานได้ นิพพานเป็นที่สงัด เป็นที่สงบ เป็นที่เงียบ เป็นที่หยุดทุกสิ่ง ถึงนิพพานแล้ว สิ่งที่ดีจริงอยู่ที่นิพพานทั้งนั้น.ที่มา,หน้า ๓๑๖  (กัณฑ์ที่ ๒๔ ติลักขณาทิคาถา ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗)

Seeking Funds

 “On this earth, if one possesses Puñña (merit), one will meet with success and material wealth whatever one chooses to do for a living. Without Puñña, one’s path will be plagued by obstacles. It is the reason why I encourage…

หยุดคำเดียว

หนทางหมดจดวิเศษนั้นคืออะไร?  หยุดคำเดียวเท่านี้แหละ ตั้งแต่ต้นจนพระอรหัตทีเดียว ถ้าหยุดไม่ได้ก็ไม่ถูกทางไป ของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ถ้าหยุดได้ก็ถูกทางไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ หยุด นั่นแหละเป็นหนทางหมดจดวิเศษ ยืนยันด้วยตำรับตำราว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี ยังรับรองอย่างนี้อีก สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี.ที่มา,หน้า ๒๐๖ บรรทัดที่ ๒๑,๒๗ หน้า๒๐๗บ.๓ (กัณฑ์ที่ ๑๕  ติลักขณาทิคาถา ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๗)

สำคัญ คือ การให้

ทานํ เทติ ทานการให้ คนเราจำเป็นต้องให้ทุกคน ถ้าไม่สละ ไม่ให้ไม่ได้ เพราะถ้าไม่ให้กันแล้ว จะได้ประโยชน์อย่างไร หากให้กันแล้ว จึงจะได้ประโยชน์ แต่ว่าต้องให้โดยไม่มุ่งหวังสิ่งหนึ่งสิ่งใดตอบแทน จึงจะเป็นทานแท้ๆ ถ้ามุ่งหวังสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ไม่เป็นทานถ้าว่าคนมีปัญญาฉลาดอย่างนี้ ตระกูลของตนจะใหญ่โตสักปานใดก็ตาม ให้ให้หนักเข้า คนก็จะมากขึ้นเป็นลำดับ เป็นสุขขึ้น กินก็เป็นสุข นอนก็เป็นสุข ทั้งกาย วาจา และใจ เพราะการให้นั่นแหละเป็นตัวสำคัญที่มา: มรดกธรรม เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๔๑ – ๔๒  (กัณฑ์ที่ ๓๐ ภัตตานุโมนากถา ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๙๗)

ดวงธรรมนั้นแหละเป็นที่พึ่งสำคัญ

ดวงธรรมผ่องใสสะอาดสะอ้าน กายต่างๆนั้น ก็รุ่งโรจน์โชตนาการธรรมดวงนั้นซูบซีดเศร้าหมอง กายมนุษย์ก็ไม่ผ่องใสซอมซ่อไม่สวยงามน่าเกลียดน่าชังไป เพราะธรรมดวงนั้นสำคัญนักธรรมดวงนั้นเป็นชีวิตของมนุษย์ ดวงธรรมนั้นแหละเป็นที่พึ่งสำคัญ(ที่มา สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน น.๘๙๔)

เราผู้ตถาคตคือธรรมกาย

พระองค์ทรงรับสั่งกับ พระวักกลิภิกขุว่า อเปหิ วกฺกลิ วักกลิจงถอยออกไป อิมํ ปูติกายํ ทสฺสนํ มาดูใยเล่าร่างกายตถาคตที่เป็นของเปื่อยเน่า โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ   แนะสำแดงวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราผู้ตถาคต ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ  ผู้ตถาคตคือธรรมกาย นั่นแน่ะบอกตรงนั้นแน่ะ ว่าเราผู้ตถาคตคือธรรมกาย ธรรมกายนั้นเองเป็นตัวตถาคตเจ้า.

พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ

เราเป็นพุทธศาสนิกชน หญิงก็ดีชายก็ดี เมื่อเราจะแสวงหาบุญกุศลในทางพระพุทธศาสนา จะบำเพ็ญในโลกกับเขา ถ้าไม่พบพระพุทธศาสนาไม่พบพระสงฆ์แล้ว เสียคราวเสียสมัยที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าว่าพบพระพุทธศาสนาพบพระสงฆ์เข้าแล้ว บุญลาภอันล้ำเลิศ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทีเดียวพระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ ต้องการบุญเท่าไหร่ ก็โกยเอาซิ ตวงเอาซิ ตามความปรารถนา ปฏิบัติวัตรฐากเข้าซิ จะได้บุญยิ่งใหญ่ไพศาล.ที่มา,หน้า ๓๓๔ บ.๔ (กัณฑ์ที่ ๒๔ เกณิยานุโมทนาคาถา ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗)